Dasar
Spot
Perdagangkan kripto dengan bebas
Perdagangan Margin
Perbesar keuntungan Anda dengan leverage
Konversi & Investasi Otomatis
0 Fees
Perdagangkan dalam ukuran berapa pun tanpa biaya dan tanpa slippage
ETF
Dapatkan eksposur ke posisi leverage dengan mudah
Perdagangan Pre-Market
Perdagangkan token baru sebelum listing
Futures
Akses ribuan kontrak perpetual
TradFi
Emas
Satu platform aset tradisional global
Opsi
Hot
Perdagangkan Opsi Vanilla ala Eropa
Akun Terpadu
Memaksimalkan efisiensi modal Anda
Perdagangan Demo
Pengantar tentang Perdagangan Futures
Bersiap untuk perdagangan futures Anda
Acara Futures
Gabung acara & dapatkan hadiah
Perdagangan Demo
Gunakan dana virtual untuk merasakan perdagangan bebas risiko
Peluncuran
CandyDrop
Koleksi permen untuk mendapatkan airdrop
Launchpool
Staking cepat, dapatkan token baru yang potensial
HODLer Airdrop
Pegang GT dan dapatkan airdrop besar secara gratis
Launchpad
Jadi yang pertama untuk proyek token besar berikutnya
Poin Alpha
Perdagangkan aset on-chain, raih airdrop
Poin Futures
Dapatkan poin futures dan klaim hadiah airdrop
Investasi
Simple Earn
Dapatkan bunga dengan token yang menganggur
Investasi Otomatis
Investasi otomatis secara teratur
Investasi Ganda
Keuntungan dari volatilitas pasar
Soft Staking
Dapatkan hadiah dengan staking fleksibel
Pinjaman Kripto
0 Fees
Menjaminkan satu kripto untuk meminjam kripto lainnya
Pusat Peminjaman
Hub Peminjaman Terpadu
Pemegang saham biasa vs saham preferen: Pilih berinvestasi yang mana agar sesuai di tahun 2026?
บ่อยครั้งที่นักลงทุนไทยติดสินค้ากับปัญหาเดียวกัน: มีเงินสะสมอยู่ พอดีเห็นหุ้นบุริมสิทธิจ่ายปันผลดี โลบน้อย คิดว่าเข้าข่ายปลอดภัย แต่เมื่อพยายามจะขาย กลับพบว่า “ไม่มีคนซื้อ” หรือต้องยอมขายราคาแพงลง ในขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นสามัญที่อดทนถือหุ้นแม่นาน กลับเห็นเงินลงทุนเพิ่มเป็นหลายเท่า วันนี้เราจะมาหยิบรุ่งให้ชัดว่า ความแตกต่างระหว่างผู้ถือหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ สำคัญแค่ไหน และเลือกตัวไหนจึงจะถูก
หุ้นสามัญ: อาวุธสร้างความมั่งคั่ง แต่ต้องยอมรับความหวาดเสียว
ถ้าคิดง่ายๆ การถือหุ้นสามัญคือการพูดว่า “ฉันเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทนี้” คุณไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ คุณคือ “เจ้าของ” ที่แบ่งปันความเสี่ยงและกำไรกับผู้ถือหุ้นอื่นๆ
สิ่งที่ดึงดูดใจที่สุดอยู่ที่ “Unlimited Upside” ถ้าบริษัทเติบโต ราคาหุ้นสามารถพุ่งสูงขึ้นได้ 10 เท่า 100 เท่า หรือมากกว่านั้น เพราะไม่มีเพดานกำหนด และเงินปันผลก็เพิ่มขึ้นตามกำไรที่สูงขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมนักลงทุนแบบ Warren Buffett ถึงรักหุ้นสามัญ เป็นเครื่องมือสร้างสภาพที่ทรงพลังที่สุดในระบบทุนนิยม
แต่ “ได้มากก็เสี่ยงมาก” ผู้ถือหุ้นสามัญอยู่ที่ “ชั้นล่างสุด” ของโครงสร้างเงินทุน (Capital Structure) หมายความว่า ถ้าบริษัทล้มละลาย หนี้ทั้งหมด เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้เงินคืนทีแรก ส่วนท้องจิกที่เหลือถึงจะตกถึงมือผู้ถือหุ้นสามัญ บ่อยครั้ง “ท้องจิก” นั่นคือ “ศูนย์”
และมีอีกสิ่ง: อำนาจ คุณมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น 1 หุ้น = 1 เสียง คุณสามารถเลือกกรรมการ ตรวจสอบทิศทางบริษัท เป็นแรงต่อรองที่แท้จริง
หุ้นบุริมสิทธิ์: กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ แต่รองหลัก
หุ้นบุริมสิทธิ์เป็น “อะไร” ที่อยู่ระหว่างพันธบัตร (Bond) และหุ้นสามัญ ทั้งสองไม่ทั้งสอง ในสายตาของกฎหมาย คุณเป็น “เจ้าของ” แต่ในความเป็นจริง การทำงาน คุณเหมือน “เจ้าหนี้” ที่ปล่อยเงินกู้ให้บริษัท แลกกับกระแสเงินสดที่คงที่ เรียบร้อย สม่ำเสมอ
ความ “บุริมสิทธิ” ปรากฏตรงนี้: คุณได้รับปันผลก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเสมอ อัตราคงที่ เช่น 5% หรือ 7% ต่อปี เสมือนดอกเบี้ยพันธบัตร และหากบริษัทขาดทุนหนัก คุณจะได้ทุนคืนก่อนด้วย ราคาหุ้นบุริมสิทธิ์ไม่ได้วิ่งสูงแบบไร้ขอบเขต แต่จะแกว่งอยู่ในช่วงที่แคบกว่า ราคาค่อนข้าง “จำหน่าย”
ประเภทหุ้นบุริมสิทธิ์ที่ต้องระวัง: Cumulative, Convertible, Callable
ที่นี่คือจุดซับซ้อน หุ้นบุริมสิทธิ์ไม่ได้เป็นหมวดเดียว มีหลายสายพันธุ์
Cumulative vs Non-cumulative คือจุดแตกต่างสำคัญที่สุด ถ้าบริษัทปีหนึ่งประกาศ “งดจ่ายปันผล” เพราะขาดทุน:
Convertible (แปลงสภาพได้): บริษัทบางแห่งอนุญาตให้คุณแปลงหุ้นบุริมสิทธิ์ของคุณเป็นหุ้นสามัญได้ ตามอัตราส่วนที่กำหนด หากหุ้นสามัญแม่วิ่งแรง คุณสามารถแปลงไป “จับปลาตัวใหญ่” ได้
Callable (บริษัทมีสิทธิเรียกคืน): นี่คือเงื่อนไขที่มีดธ่อดนวน บริษัทสงวนสิทธิ์ในการซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ์ของคุณหลังจากผ่านไประยะเวลา (เช่น 5 ปี) โดยทั่วไปสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง บริษัทอยากกู้เงินใหม่ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า แล้วจ่ายเงินคืนหุ้นบุริมสิทธิ์แพงเก่าของคุณ คุณสูญเสียโอกาสรับปันผลดีๆ
ความแตกต่างสำคัญ: 6 จุดที่นักลงทุนต้องรู้
เมื่อดอกเบี้ยตลาดเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็หนีออกจากหุ้นบุริมสิทธิ์ไปหาพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ปลอดภัยกว่า เพราะฉะนั้น ในยุคที่ดอกเบี้ยตลาดสูง หุ้นบุริมสิทธิ์ก็ร่วงด้วย ซ้ายมือกำไร ขวามือขาดทุน
ทำไมบริษัทถึงชอบออกหุ้นบุริมสิทธิ์?
นักลงทุนมักมองเฉพาะมุมตัวเอง แต่ถ้าสวมหมวกผู้บริหารบริษัท คุณจะเข้าใจเกมนี้ได้ลึกขึ้น
ประการแรก: รักษาอำนาจ หากผู้ก่อตั้งต้องการเงินทุนแต่ไม่อยากให้เสียงในที่ประชุม เขาจึงออกหุ้นบุริมสิทธิ์ เพราะผู้ถือ “ไม่มีปากมีเสียง” สิทธิการโหวตไม่ลดลง (No Dilution of Control)
ประการที่สอง: แต่งงบให้ดู ทางบัญชี หุ้นบุริมสิทธิ์นับเป็น “ทุน” (Equity) ไม่ใช่ “หนี้สิน” (Debt) เมื่อออกหุ้นบุริมสิทธิ์ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ก็ดูดีขึ้น เมื่อเทียบกับการกู้แบงก์หรือออกหุ้นกู้
ประการที่สาม: ความยืดหยุ่น ดอกเบี้ยหุ้นกู้ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายคือล้มละลายทันที (Default) แต่ปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์สามารถเลื่อนจ่ายได้หากมีสาระจำเป็น ไม่ถือว่า Default เนื่องจากนี่คือสิ่งที่ผู้ถือหุ้นต้องแบกรับ
4 สายนักลงทุนและตัวเลือกที่เหมาะ
ไม่มีหุ้นไหนที่ดีที่สุด มีแต่หุ้นที่ “เหมาะสมที่สุด” กับตัวคุณ
สายที่ 1: Speculator (ซิ่ง) - ใจแข็ง ต้องการกำไรส่วนต่างราคา ไม่สนใจปันผลเศษสตางค์
สายที่ 2: Income Seeker (ออม) - วัยเกษียณ หรือต้องการ Passive Income สม่ำเสมอ
สายที่ 3: Long-term Value Investor (เจ้าของ) - ระยะยาว เชื่อในเติบโต เศษเวลา
สายที่ 4: Sophisticated Investor (Hedge) - ความรู้สูง บริหารพอร์ต เหมือนกองทุน
บทเรียนจากความผิดพลาด: SCB-P, KTB-P, RABBIT-P
มันไม่ใช่เรื่องสวย ที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยนไป และสภาพคล่องหายไป
กรณี SCB-P: ธนาคารไทยพาณิชย์ได้รวมเอา SCB กับ SCBx (บริษัทเทคโนโลยี) ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์เดิม (SCB-P) ถูกให้เลือกว่าจะแปลงเป็น SCBx หรือเปล่า สำหรับผู้ที่ “ตกข่าว” หรือ “ไม่ยอม” ส่วนแบ่ง SCB เดิมถูกลบออกจากตลาด (Delisted) กลายเป็น “หุ้นนอกตลาด” ที่ซื้อขายยากมาก
กรณี KTB-P: แม้ว่า KTB (หุ้นสามัญ) จะมี Volume เทรดวันละหลายร้อยล้านบาท แต่ KTB-P (หุ้นบุริมสิทธิ์) กลับมี “0” วอลุ่ม หรือแค่ “สิบหุ้น” ต่อวัน ถ้าคุณเอาเงินก้อนใหญ่ไปซื้อ วันที่ต้องการจำนำ คุณจะ “ติดเหงือก” ไม่มีคนรับซื้อ หรือบังคับขายลดราคาแรง
กรณี RABBIT-P: หุ้นบุริมสิทธิ์ของกลุ่ม RABBIT (เดิมคือ U City) มีเงื่อนไขซับซ้อน: ปันผลคงที่ แต่มีสิทธิแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ 1:1 ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทอาจลดสิทธิการโหวตหากจ่ายปันผลครบถ้วน ถ้าคุณไม่เข้าใจ “Conversion Parity” (อัตราส่วนแปลงสภาพ) คุณอาจทำการตัดสินใจผิด
บทเรียนร่วม: หุ้นบุริมสิทธิ์อาจไม่ได้คงอยู่ตลอดไป สภาพคล่องอาจหายไป และโครงสร้างผู้ถือหุ้นอาจถูก Reset เมื่อเกิด Corporate Action ใหญ่ๆ
ความเสี่ยงที่ต้องจับตาระหว่างดอกเบี้ยพุ่งขึ้นและสภาพคล่องหายไป
แม้ว่าหุ้นบุริมสิทธิ์จะดูปลอดภัย แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ
Liquidity Risk (สภาพคล่องลดลง): ตามตัวอย่าง KTB-P ขายไม่ออก ซื้อขายยาก นี่คือความเสี่ยงเบอร์หนึ่งของหุ้นบุริมสิทธิ์ในไทย
Interest Rate Risk (ความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย): ราคาหุ้นบุริมสิทธิ์แปรผกผันกับดอกเบี้ย หากดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาหุ้นบุริมสิทธิ์จะร่วง เพราะนักลงทุนเทออก ไปซื้อพันธบัตรสัญญาเก่ากำลังหรือทำให้ CDs ให้ผลตอบแทนดีกว่า
Call Risk (ความเสี่ยงถูกเรียกคืน): เมื่อดอกเบี้ยลดลง บริษัทมักจะเรียกคืนหุ้นบุริมสิทธิ์เก่า แล้วออกใหม่ที่ปันผลต่ำลง คุณเสียโอกาสรับผลตอบแทนดี
Leverage Risk: สำหรับผู้ที่เทรดผ่าน Mitrade การใช้ Leverage ขยายกำไร แต่ก็ขยายขาดทุนด้วย จึงต้องตั้ง Stop Loss เสมอ
ตัดสินใจเอาด่วน: ตัวเลือกที่ถูกสำหรับคุณ
ที่สุดแล้ว การเลือก ผู้ถือหุ้นสามัญ vs หุ้นบุริมสิทธิ์ ไม่ใช่คำถามว่าตัวไหนดีสุด แต่ “ตัวไหนเหมาะสมที่สุด” กับเป้าหมายและสภาวะแคนของคุณ
หากคุณต้องการเติบโตแบบทวีคูณ พร้อมรับความผันผวน หุ้นสามัญ คือเลือก หากคุณต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ไม่ต้องเฝ้าจอ หุ้นบุริมสิทธิ์ (ถ้าสภาพคล่องดี) คือคำตอบ
จักรวาลการลงทุนกว้างใหญ่กว่าที่คิด ศึกษาให้ลึก ตรวจสอบสภาพคล่องให้แน่ใจ ประเมินความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย และถ้าหากต้องการแรงเพิ่มเติม ใช้เครื่องมือเหมือน CFD บน Mitrade ในการจัดการความเสี่ยง ความมั่งคั่งจะติดตามมา